ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อของการอยู่ไฟ
การอยู่ไฟหลังคลอดนั้น มิใช่มีแต่การอยู่ไฟแบบไทยๆ เท่านั้น แต่มีอยู่หลายประเทศในแถบเอเชีย แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นก็นิยมการอยู่ไฟ เวียดนาม ลาว เขมร มาเลเซีย ต่างก็มีการอยู่ไฟหลังคลอดกัน ซึ่งแต่ละประเทศการอยู่ไฟจะมีความแตกต่างกันไปบ้างในวิธีการ แต่ความเหมือนกันคือ มีการใช้ความร้อนเป็นสิ่งสำคัญของการอยู่ไฟ เพราะคนโบราณมีความเชื่อว่า ความร้อนจากการอยู่ไฟ จะให้ความอบอุ่นทางจิตใจและบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อยล้า ดังนั้นการอยู่ไฟทำให้คุณแม่หลังคลอดได้มีการพักผ่อนอย่างเต็มที่ การที่ได้ทับอิฐ นึ่งหม้อเกลือ ประคบสมุนไพร อาบน้ำร้อน กินน้ำร้อนจะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น มดลูกมีการหดรัดตัวดี ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น น้ำคาวปลาก็แห้งเร็ว ปากมดลูกปิดเร็วขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อในโพรงมดลูกและตกเลือดหลังคลอด หากคุณแม่หลังคลอดไม่ได้อยู่ไฟ ต่อไปเมื่อเจ็บป่วยผู้ใหญ่มักจะโทษว่าเป็นเพราะไม่ได้อยู่ไฟหลังคลอดบุตร
การดูแลคุณแม่หลังคลอดแบบแผนไทยประยุกต์
ในการดูแลคุณแม่ที่คลอดบุตรใหม่ๆ แบบดั้งเดิมของสังคมไทยนั้น นับว่าเป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเอาใจใส่ดูแลของคนในสมัยโบราณที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ที่เป็นแม่หลังการคลอดเป็นอย่างยิ่ง เพราะสุขภาพของผู้ที่เป็นแม่เมื่อคลอดลูกออกมานั้น นอกจากในด้านการเตรียมจิตใจเพื่อรับภาระอันยิ่งใหญ่ในการเป็นแม่แล้ว ด้านร่างกายยังต้องแบกรับภาระของความเจ็บปวดจากการคลอด ร่างกายยังต้องปรับสภาพเพื่อเตรียมการให้น้ำนมแก่ลูก การขับน้ำคาวปลาและสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย หลังจากการตั้งครรภ์ตลอดเวลา 9 เดือน ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญต่อการดูแลหลังคลอดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งในแต่ละท้องถิ่นของไทย ก็จะมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่วิถีชีวิตสภาพแวดล้อมของพืชสมุนไพรที่นำมาใช้ แต่โดยภาพรวมของกิจกรรมการดูแล ก็เพื่อขับสิ่งสกปรกออกจากร่างการ ทำให้มดลูกแห้งและเข้าอู่เร็วขึ้น การบอกกล่าวเป็นการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มาสู่รุ่นลูกหลานในปัจจุบัน เป็นวิธีการที่ถือว่า เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ทำกันมานานหลายชั่วอายุคน
เหตุใดจึงต้องดูแลหลังคลอด (อยู่ไฟ)
ในปัจจุบัน การแพทย์สมัยใหม่มีส่วนช่วยทำให้ภาวะการคลอดสะดวกสลายมากยิ่งขึ้น จนดูคล้ายกับว่าความจำเป็นของการดูแลสุขภาพหลังคลอดไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่เป็นแม่หลายคน เมื่อเวลาป่านไปหลายปีปรากฎว่า มีอาการหนาวสั่นมากและมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้ บ้างก็บอกว่า "แค่ฝนตั้งเค้ามาก็หนาวสะท้านแล้ว"
แพทย์แผนปัจจุยันตอบคำถามของอาการอันเกิดจากการไม่ได้อยู่ไฟว่า เกิดจาก สมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ หรือหนาวสะท้าน ในหญิงวัยหมดประจำเดือน(วัยทอง) แต่ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือในวัยที่ยังไม่หมดประจำเดือน ยังคงมีอาการหนาวสะท้าน บางครั้งความหนาวทำให้เจ็บไปถึงภายในร่างกายหรือไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ เป็นเพราะเหตุใดก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
การอยู่ไฟเป็นศาสตร์และศิลป์ของคนโบราณที่ว่าเมื่อสตรีเริ่มตั้งครรภ์ ภายในร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และขยายตัวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นมดลูก , เลือดลม , ผิวหนังหน้าท้อง , กระดูก , เส้นโลหิต , ระดับฮอร์โมน และส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย จะปรับสภาพเพื่อรอรับการมีบุตร หลังการคลอดบุตรจะเกิดการสูญเสียเลือดจากการหลั่งน้ำคาวปลา ด้วยเหตุนี้เองทำให้คุณแม่หลังคลอดมักเกิดอาการที่เรียกว่า " พร่องสารน้ำ " ทำให้มีความรู้สึกหนาวกว่าคนอื่น ๆ ในสภาวะปกติ จึงเป็นที่มาของการอยู่ไฟซึ่งเป็นกรรมวิธีโบราณที่ให้ความอบอุ่นแก่คุณแม่หลังคลอด โดยการอยู่ไฟจะช่วยให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น กระแสความร้อนและความเย็นในตัวมีความสมดุลกัน เพราะผู้หญิงหลังคลอดร่างกายจะเย็นและบวมน้ำจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาก ความร้อนจากการใช้ชุดเข็มขัดอยู่ไฟจะทำให้รูขุมขนเปิด ช่วยขับของเสียและน้ำออกได้มาก ร่างกายสามารถขับน้ำคาวปลาออกไปได้ง่ายและเร็วขึ้น เลือดลมก็จะไหลเวียนเป็นปกติ หน้าท้องและมดลูกจะกระชับเข้าที่ นอกจากนี้ความสงบระหว่างการอยู่ไฟยังช่วยให้ได้พักฟื้นร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน สุขภาพก็จะสมบูรณ์แข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นการกระตุ้นเลือดลมให้ไหลเวียนเป็นปกติ ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งผ่องใสตลอดไป ยามแก่ชราจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน
สุภาพสตรีท่านใดคลอดบุตรแล้วไม่ได้อยู่ไฟ ซึ่งถ้าไม่แก้ไขแล้วปัญหาสุขภาพจะเกิดตามมาอีกมากมายเช่น ยืนนาน เดินนาน ยกของหนักก็ปวดหน่วงเสียวท้องน้อยเหมือนมีอะไรจะหลุดออกมาจากช่องคลอด ขี้หนาวในโดนพัดลม โดนแอร์ โดนฝนไม่ได้จะหนาวเข้าไปถึงกระดูกเลยทีเดียว กลั้นฉี่ไม่อยู่ เวลาไอจามฉี่เล็ดฉี่ราด เป็นตก่ขาวติดเชื้อง่าย เป็นเนื้องอกเนื้อร้ายง่าย